แฟ้มประวัติ...V I C K Y 'S L I L ...รูปถ่ายบล็อกรายการเพิ่มเติม ![]() | วิธีใช้ |
|
|
25 สิงหาคม บทสัมภาษณ์เนื่องในวันครบรอบวันเกิดของเจ้าหญิงแอบบี้สวัสดีค่ะ วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติแก่นิตยสารเฮลโฮ (Hell Hoe)
อย่างมาก ที่เจ้าหญิงอะบิเกล หรือเรียกสั้นๆว่าเจ้าหญิงแอบบี้
ได้ประทานสัมภาษณ์แก่หัวหน้าบรรณาธิการวิกขี้
ก่อนอื่นต้องขอท้าวความว่า เจ้าหญิงแอ๊บบี้ทรงเกิดที่เมืองไทย
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2550 เวลา 14.11น.
พระบิดาเป็นชาวอังกฤษ อาศัยอยุ่ในมณฑลทางเหนือ
ส่วนพระมารดาเป็นหญิงสาวแสนสวย (อ้วกก) อาศัยอยู่ในกรุงเทพ
เจ้าหญิงทรงได้เดินทางตั้งแต่เป็นเด็กทารก
(ท่านว่า ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยดีกว่า)
เจ้าหญิงแอ๊บบี้ทรงมีความสามารถพูดได้หลายภาษา
ซึ่งบก.เองก็ฟังไม่ออกว่าคือภาษาอะไรบ้าง
และยังทรงพูดไทยได้เก่ง และชัดมากๆ
ส่วนภาษาอังกฤษ.........
..................
..................
..................
ไม่ได้เลย
...................
...................
...................
ในโอกาสที่ทรงมีอายุครบหนึ่งชันษา
จึงทรงโปรดให้มีงานเฉลิมฉลองถึง
สามวันสามคืนเลยทีเดียว
โดยที่รูปแบบงานจะเป็นดังนี้
"ของงานวันแรก"
"งานวันที่สอง"
"และงานวันที่สาม"
ดิชั้นก็ไม่ทราบว่าเค้กจะบ่งบอกถึงรูปแบบงานได้อย่างไร
ขอให้ไปคิดกันเอาเองซะบ้าง
เพื่อไม่ให้เป้นการเปลืองเนื้อที่บล็อก
และเวลาในการชมภาพศิลปะโป๊เปลือยนักรักบี้ชายของดิชั้น
จึงขอเริ่มแต่บัดนาว
วิกขี้: กราบสวัสดีเจ้าหญิงแอ๊บบี้เพคะ
เจ้าหญิงแอ๊บบี้ : ธุจ้า
วิกขี้: ได้ยินว่าทรงมีงานเฉลิมฉลองวันเกิดที่ยิ่งใหญ่มาก ไม่ทราบทรงจัดกี่วันเพคะ
เจ้าหญิงแอ๊บบี้ : สาม
วิกขี้: โอ้โห แทบไม่น่าเชื่อนะเพคะ
เจ้าหญิงแอบบี้: งื้ออออออ แง้
จบการสัมภาษณ์
เนื่องจากเจ้าหญิงทรงไม่อยู่ในมู้ด
ดิชั้นจึงขอรายงานบรรยากาศทั่วไปของงานด้วยตัวเองนะคะ
ณ. วันงาน เจ้าหญิงแอ๊บบี้ไม่งอแงเลย
ทรงพระสรวลสำราญกับการเล่น และเค้กวันเกิด
"เค้กวันเกิดจากเสด็จตาจ๋า"
"มัมมี๊โทรมสัด"
"ผู้คนมาร่วมงานกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน"
จนทำให้ประชาชนที่มาร่วมงานปลื้มปีติ
เจ้าหญิงแอ๊บบี้ตรัสเพียงสั้นๆว่า "ใครอ่ะ"
แล้วก็ทรงเข้าบรรทม
วันที่สอง ทรงฉลององค์ด้วยชุดไทยจักรี
นับว่ามีความสง่างามเป็นอย่างยิ่ง
และได้เปลี่ยนเป้นชุดสากลเพื่อร่วมรับประทานอาหาร
"เสด็จแม่เพคะ"
"โพสสู้ตาย"
กับบรรดาหญิงไทย และหญิงชาวต่างชาติ
"อีเสื้อเหลืองอ่ะชาวต่างชาติ"
ในขณะรับประทาน ก้ทรงถ่ายรูปร่วมกัน
เจ้าหญิงแอ๊บบี้ตรัสกับหญิงเหล่านี้ว่า "ไม่มี๊"
บรรดาหญิงงามเมืองเหล่านี้จึงถวายคำถามว่า
"เจ้าหญิงทรงคิดว่า เป็ดร้องอย่างไรเพคะ"
เจ้าหญิง "ก๊าบ กั๊บ"
ด้วยพระปรีชาหลายด้าน การเล่นดนตรีจึงเป้นอีก
สิ่งหนึ่งที่เจ้าหญิงโปรดปราน
ในยามว่าง มักจะเล่นกีตาร์เสมอๆ
ช่วงเย็นวันเดียวกันนั้น
ผู้ดำรงตำแหน่งตัวแม่คนใหม่ ก้ได้ขอเข้าเฝ้า
"ผู้ดำรงตำแหน่งตัวแม่"
พร้อมทั้งถวายเค้กวันเกิดอีกด้วย
"แบล็คฟอร์เรส S&P อร่อยเหี้ย"
แล้วทรงร่วมฉายพระรูปก่อนที่จะเข้านอน
"ร่วมยังไงวะ"
เช้าวันที่สามของการฉลอง
เจ้าหญิงแอบบี้ทรงฉลององค์ด้วยชุดไทยพื้นบ้าน
"มองหาหมากมาเคี้ยวหรอจ้ะยาย"
แล้วออกมาทักทายผู้คน
ระหว่างนั้นทรงตรัสว่า "หม่ำ หม่ำ"
เข้าใจว่าเจ้าหญิงทรงหิว ดิชั้น จึงถวายพระกายาหาร
เป็นโจ๊กหมูใส่ไข่
เมื่อเสวยเสร็จ ทรงเป่าเค้กที่เสด็จยายทรงนำมาถวาย
ตกค่ำ ทรงดูพิธีปิดโอลืมปิก ปักกิ่งเกมส์
ร่วมกับพระมารดา แล้วจึงเข้านอน
ก่อนเข้านอนทรงรับสั่งว่า "เบ่บี๋"
ดิชั้นคิดว่าพระองค์ทรงต้องการพระสหาย
แต่หาให้ไม่ได้ จึงถวายตุ๊กตาที่ผู้คนนำมาถวายไปแทน
และแล้ว งานเลี้ยงก้ย่อมมีวันเลิกรา
แต่ก็ย่อมจัดได้อีก
ดิชั้นในฐานะ สามัญชน ขออวยพรให้เจ้าหญิง
ไม่ดื้อ ไม่ซน เป้นเด็กดี เรียนหนังสือเก่ง
น่ารัก ว่านอนสอนง่าย ฉลาด มารยาทดี
รู้สำนึก ฝึกใฝ่ธรรม รำสวยดี มีเศรษฐกิจพอเพียง
ค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
ปล. จากบทความขบทสัมภาษณ์ข้างต้น
ท่านผู้อ่านคงเห็นซึ้งแล้วว่า
พ่อแม่นั้น เห็นลูกเป็นของสูงส่ง ยกย่องให้เป็นเจ้าหญิง เจ้าชาย
วันเกิดอย่ามัวไปเที่ยวเตร่ เป้เสลอ
หันมาขอบคุณพ่อแม่ ใช้เวลากะท่านบ้าง
"นี่ รักแล้วนะ"
เอ้อ ... กูก็มีสาระเป้นนะ
23 สิงหาคม แอ๊บบี้อายุครบหนึ่งขวบแล้วจ้าสวัสดีค่ะ
น้องอะบิเกล เฮเลน ฮัดสัน พึ่งจะมีอายุครบหนึ่งขวบ
ไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551
ขอเชิญร่วมอวยพรให้แก่น้องแอ๊บบี้ได้ตามอัธยาศัย
ที่บล็อกของ(ตัว)แม่ น้องแอ๊บบี้
เชิญค่ะ
เอ่า ยังช้าอยู่อีก
ส่วนใครอยากดูตัวเป้นๆ มีคลิปในยูทูป
ไม่ต้องจ่ายรายเดือน ไม่ต้องใช้ทรูมูฟ
ใครๆก็ดุได้
ที่นี่ค่ะ www.youtube.com/wanwisasa
เชิญคลิ๊กค่ะ
แอ๊บบี้นี่โชคดีที่เกิดมามีแม่
เป้นเสมือนโคโยตี้เชียร์แขก เชียร์เบียร์ 22 กรกฎาคม Abi's Lil Secret: อาทิตย์แรกของการเป็นแม่...หมายเหตุ: ดิชั้นเลิกเรียกลูกว่า หมาจ๋า
ตั้งแต่ไปอยู่อังกฤษแล้วค่ะ
ตอนนี้เรียก แอ๊บบี้ แอ๊บแบ๊ว บี้ อะไรไปตามปกติ
.........................................................................
วันนี้แอ๊บบี้อายุครบ11เดือนแล้วค่ะ
แต่จะขอเล่าเรื่องอาทิตย์แรกของการเป็นแม่คนก่อนนะค้า
เมื่อแอ๊บบี้เกิดมาแล้ววันแรก
พยาบาลจะเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่เป็นส่วนใหญ่
เพราะต้องคอยสังเกตุอาการ
แล้วก็จะได้ให้ดิชั้นได้พักก่อนด้วย
ดิชั้นถูกห้ามไม่ให้ลุกนั่ง หรือเดินหลังจากคลอด
เพราะหมอบอกว่า เดี๋ยวตกเลือด
ดิชั้นจำได้ว่า มีอยู่ตอนนึง ปรับเตียงเอนๆ มาเป็นกึ่งนั่ง
พยาบาลเข้ามาเห็นพอดีค่ะ เลยถามว่า
"ใครสั่งให้นั่งค่ะ หมอสั่งว่านั่งได้แล้วหรอ"
โห... โต๊ดก๊าบบบพี่...
จะตกเลือดเพราะกลัวคุณพี่พยาบาลแหละค่ะ
พอตอนแอ๊บบี้เข้ามากินนม ก็ต้องนอนให้ไปก่อน
ก็ลำบากอยู่ เพราะเด็กทารกตัวเล้ก เล็ก
ดูดๆ ไปเราก็ไม่ประสี ประสา (ค่า อีคุณแม่เวอร์จิ้น แมรี่)
ไม่รู้หรอกว่านมออกมาเยอะหรือน้อย
พอสักชั่วโมงนึงเค้าก็มาเอาแอ๊บบี้กลับไป
กลางดึกก็จะเข้ามาอีก เอามาส่งให้ดิชั้นให้นม
คืนแรกก็โออยู่
.
.
.
.
.
.
พอกลางวัน เค้าก็จะให้ดิชั้นดูวิดีโอสาธิตนู่นนี่
ให้นมลูก อาบน้ำลูก ดิชั้นก็ดูมั่ง ไม่ดูมั่ง
แต่จริงๆมันก็เป็นประโยชน์มาก
เช่น ดิชั้นไม่เคยรู้ว่า ยิ่งให้นมมาก ก็ยิ่งมีน้ำนมมาก
แต่วันที่สองก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองมีน้ำนมอะไรเท่าไหร่
ดูในวีดีโอทำไมมันพุ่งปรี๊ดขนาดนั้น
แถมเน้นอีกว่าช่วงแรกหัวนมจะแตก จะเจ็บ เลือดออก
ดิชั้นก็ ฮึ ชั้นไม่เป็นนี่ค่ะ
บ่ายๆ พยาบาลก็มาเรียกให้ไปอาบน้ำลูก
โอ๊ยยยยย ลื่นอ่ะ ไม่กล้าจับ แล้วไม่รู้ร้องอะไรนักหนา
ดิชั้นยืนโทษตัวเองว่าเกิดมาโง่ โง่ โง่ โง่ โง่
ทำอะไรก็ไม่เป็น
แค่นี้ก็ทำไม่ได้
ดูอีแม่คนเมื่อกี้สิ โห...จับคว่ำ จับหงายอะไร
ยังงงว่าตกลงมันสอนพยาบาล รึพยาบาลสอนมัน
แล้วก็ร้องไห้....................................
.................................................
..................................................
................................................
.................................................
ปากก็ขอโทษพยาบาล ว่าหนูทำไม่เป็นจริงๆ อีกทีนะคะ
.................................................
..................................................
ร้องต่อ......................................
................................................
จนอุมป้าทำไรไม่ถูก
เคยได้ยินอาการเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดไม๊คะ
ต้องเจอกันหมดค่ะ
จะร้องไห้ ร้องห่ม อะไรไม่รู้
ต่อให้เตรียมตัวมารับมือยังไงก็ตาม
หมิว ลลิตายังร้องเลย
มีผู้หญิงที่อังกฤษเป็นมาก ขนาดที่วิ่งให้สิบล้อชนตายก็มีนะคะ
น่ากลัวมาก
...................................................................
คืนที่สอง... ดิชั้นนั่งให้นมลูกตั้งแต่ ตีหนึ่ง จนเจ็ดโมงเช้า
อารมณ์แบ่บว่า หนูกินได้ แม่ก็ให้ได้
ปรากฎว่าสุดท้าย หัวนมแตกเลือดออกค่ะ
เจ็บมาก...แต่ไม่เป็นไร... ดิชั้น
สู้โว้ย!
วันรุ่งขึ้น ก็หอบกันกลับบ้าน
อีตั๊กเจสสิก้า มาด้วย...มาถ่ายรูปแล้วก็กลับ
ดิชั้นเริ่มรู้สึกคัดเต้านม... แบ่บว่าเจ็บ ร้อนไปหมด
เลยเอาผ้าร้อนประคบ แล้วก็ไม่รู้หรอกว่า นั่นน่ะ
คือน้ำนมเริ่มมาแล้วไงคะ
จริงๆ ควรจะรีบให้ลูกดูด หรือปั๊มเก็บเลย
แต่ดิชั้นก็ทนเจ็บไม่ได้ค่ะ
เลยพักก่อน... ปรากฎคืนนั้นดันปวดท้องอีก
ยืนๆอยู่ ลงไปกองกะพื้นเลยค่ะ
ปวดหน้าเขียวเลย น้ำตาไหล
ร้องไห้แบ่บสะอึกสะอื้น กระซิก กระซิก
ไม่รู้ทำไมปวดได้เว่อร์ขนาดนั้น
หน้าที่ให้นมจึงตกเป้นของอีอุมป้า น้ำลายยืด
แต่เค้าเก่งค่ะ... ปรึกษาแม่เค้าทางโทรศัพท์ตลอด
เลยให้ลูกกินนมชง...
ดิชั้นยิ่งจิตตกอยู่ ก็ยิ่งร้องไห้หนักเพราะ
คิดว่าตัวเองนี่ไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง
แค่ตั้งใจจะให้นมลูกตลอด แค่ปวดท้องก็ชงนมและ
ดิชั้นก็ร้องไห้อีกและ..............................
.................................................
...................................................
อุมป้าทำไรไม่ถูกอีกและ
(ชีวิตมึงนี่เคยทำไรถูกมั่งมะ สติปัญญามีมะ)
เลยให้ดิชั้นคุยกะแม่มัน
คุณแม่เค้าก็ใจนักเลง บอกดิชั้นว่า
ฟังนะ การให้นมลูกไม่ได้ เพราะร่างกายเราไม่ไหวเนี่ย
ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นแม่ที่ไม่ดี
แต่การหนีผัวไปเที่ยว เกี่ยวเอวผู้ชายล่ำๆนี่สิ
เค้าถึงจะเรียกว่าเป็นแม่ที่ไม่ดี และกาเหร่มาก
(อันนี้เสริมเอาเพื่อเพิ่มอรรถรส)
จึงสงบสติอารมณ์ แล้วเลิกร้องค่ะ
เพราะนั่นมันก็จริง...
พอวันรุ่งขึ้น... ดิชั้นก็ตัดสินใจสู้โว้ยอีกรอบ...
ผ่านอาทิตย์แรกไปได้ ต่อมาอะไรๆ ก็ง่ายขึ้นค่ะ
แต่เรื่องอารมณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนเท่าไหร่ ขึ้นๆลงๆ
ร้องไห้บ้าง ขี้โมโหบ้าง เหนื่อยบ้าง
โอยยย... สนุกดีค่ะ...
พอลูกได้ยี่สิบวัน ก็พากลับไปตรวจอีก
เพราะเหลืองเหลือเกิน
แต่เป็นปกติค่ะ... เหลืองๆ...เปื้อนขี้...555
ล้อเล่น....
ดิชั้นก้ไม่มีน้ำนมเยอะเหมือนแม่ๆท่านอื่น
แต่ก็พยายามให้ตลอดเวลาค่ะ
ปั๊มด้วย ให้เองด้วย
พอครบเดือน...แอ๊บบี้ก็นน. เพิ่มมา1โล
จาก 3.14โล เป็น 4.1 โล
สูงจาก 51ซม. เป็น 54 ซม.
ถือว่าใช้ได้ค่ะ
เรื่องพัฒนาการ ยังเห็นไม่มากเท่าไหร่
เพราะชีหลับตลอด
มีเท่านี้ค่ะ สำหรับอาทิตย์แรก
และเดือนแรกของการเป้นแม่
เดี๋ยวไว้ จะมาเล่าถึงเดือนที่สอง และเดือนอื่นๆนะค้า
จบค่า
12 กรกฎาคม Abi's lil secret: สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตรู้สึกว่าตัวเองอัพบลอกเร่งรีบ จนกลายเป็นการเขียนแบบลวกๆ
การนั่งเทียนเขียนก็เป็นเช่นนี้เอง
(ไม่ใช่เทียนที่พวกคุณๆผู้อ่านนั่งกันนะคะ)
ดิชั้นอยากเขียนให้เสร็จๆ จะได้ทันต่อเรื่องราวปัจจุบัน
ว่าพัฒนาการลูกน้อยนั้นไปถึงไหนแล้ว
ยอมรับว่าไม่ได้บันทึกเป็นเรื่องราว
แต่สมองอันขี้เลื่อยนี้ก็พอจะจำได้บ้าง
[พูดไปไม่รู้ทำไมพาลให้นึกถึงเด็กจิตหลุดข้างบ้านชื่อข้าวปั้น
ที่มาตามจีบแอ๊บบี้
วันนี้เค้าถามว่าน้องบีเกล เกิดวันที่เท่าไหร่คับ
ดิชั้นก็บอกเค้าไป ว่า22 สิงหา 2551
ข่าวปั้นบอกว่า แต่พี่เกิด3มกรา 2553
ดิชั้น: (อ่าว เวนแล้วมึงออกมายืนคุยจ้อๆ ฟันหลออยู่นี่ได้ไงเนี่ย)]
แต่ก็เอาเถอะ
วันนี้จะมาเล่าเรื่องวันที่แอ๊บบี้ ออกมาลืมตาดูโลกต่างหาก
อุมป้ามาถึงเมืองไทย 19 สิงหา 2550
ตามที่หมอคาดไว้ กำหนดคลอดน่าจะเป็น
27 สิงหา 2551 แต่ก็ให้เตรียมตัวไว้
ว่าอาจจะเป็นเมื่อไหร่ก็ได้ในระยะอาทิตย์สุดท้าย
จริงแล้ว 22 ของทุกเดือน เป็นวันครบรอบของดิชั้น กะอุมป้า
ก่อนวันนั้น เลยคิดว่าจะไปดูหนัง
แต่พอตีห้าดิชั้นก็ตื่น เจ็บท้องแต่ไม่มาก มันหลุ่นๆพูดไม่ถูก
มันมาเป็นพักๆ ดิชั้นก็คิดว่าอาจจะคลอดวันนั้น
แต่พอตื่นแล้ว ก็ยังนอนอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคสุดท้ายอยู่
เพราะมันพึ่งออกมาได้ไม่นาน
พอสักแปดโมงก็เริ่มปวดมากขึ้นๆ เลยโทรหาอาที่พึ่งคลอดลูกไปปีกว่าๆ
อาแนะนำว่าให้เดินๆ ทำนู่น ทำนี่รอก่อน เพราะอาจจะนานกว่าลูกจะคลอด
เพราะตอนนั้นเค้าต้องรอเป็น 20 ชม.
ดิชั้นเลยลุกไปอาบน้ำ โทรหาพ่อ
พ่อบอกไม่ต้องรอ ไปเลย
พอสัก11โมงเช้าก็ปวดถี่ขึ้นไม่ไหวแล้ว ถึงขึ้นบิดไปมา
ตีนจิกพื้น แขนดึงเสื้ออุมป้า
อี๊(แม่เลี้ยง) ดิชั้น อุมป้าเลยออกจากบ้านทันที
ไปถึงหมอจับขึ้นขาหยั่งดูปากมดลูก ปรากฎว่าเปิดมา 1เซนต์
หมอบอกอีนานหล่ะหนูเอ้ย ต้องเด็กจะคลอดต้องเปิดเยอะๆ
กี่เซ็นต์ก็จำไม่ได้
โรงบาลก็ให้เซ็นต์นู่นนี่ ตรวจเลือดว่ามีเอดส์ มีโรคอื่นๆไม๊
รอดตัว มีผัวเดียว เลยไม่มีเอดส์ (แต่หารู้ไม่ ว่าอุมป้ามีกิ๊ก 55)
รอจนเที่ยงถึงได้ไปห้องคลอด
ไปถึงก็เปลี่ยนชุด พยาบาลมาสวนตรูด แล้วให้ไปอึ๊
อึ๊เสร็จ ก็มาโกนขนแนวบิกินี่ เพราะจะให้ใส่บิกินี่ตอนคลอด
แว๊กกกก จะบ้าหรอ
แล้วจะเจาะน้ำเกลือ เอาสายมารัดท้องฟังชีพจรเด็ก
เจาะน้ำเกลือใส่ยาเร่ง พอแป๊บเดียวช่องคลอดเปิดไป 3-4เซ็นต์แล้ว
พยาบาลเอาท่ออ๊อกซิเจนมาใส่จมูกด้วย
สูดไว้จะได้ไม่เป็นลม
แต่ดิชั้นก็ยังปวดอยู่ ปวดมากที่สุดของหัวใจ
ปวดมาก
ตอนนั้นนึกอะไรไม่ออกแล้ว กรี๊ดแม่งเลย
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
แล้วก็ร้องไห้โฮ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
สลับกับกรี๊ดเวลามดลูกบีบตัว
ทำไปได้สักพัก พยาบาลเข้ามาบอกว่า
"อย่ากรี๊ดค่ะ ไม่เอาไม่กรี๊ด เดี๋ยวผู้ป่วยคนอื่นได้ยิน"
อ๋อ.... มันห้ามได้ด้วยหรอ
ความรู้สึกเจ็บมันห้ามกันได้ด้วย
เดี๋ยวขอหยุดเจ็บท้อง แล้วด่าอีนี่ก่อนได้มั๊ย
แหม...เดี๋ยวกูจะเอาคืน สั่งดีนัก
หมอเข้ามาดูหน้าเลยสั่งบล็อกหลัง
เพราะน้ำตาก็นอง ร้องไห้ทั้งโฮ ทั้งกระซิก ทั้งกรี๊ด
หมอที่บล็อกหลังเข้ามาถอดเสื้อ
แล้วให้นอนตะแคง งอตัวเหมือนกุ้ง หันหลังให้เค้า
แล้วห้ามดิ้น เพราะเดี๋ยวไม่เข้าไขสันหลัง
มันก้แอบจั๊กกะจี้ บวกเจ็บนะคะ
แถมมดลูก ก็ยังบีบตัวอยู่อย่างถี่ๆ
พยาบาลที่มาบอกให้เงียบ มายืนกุมมือ
พอตอนปวดเลยโดนดิชั้นจิกให้
คือ...ร้ายอ่ะ... แบ่บ...เล็บจิก พยาบาลร้องโอ๊ยย
คงเกลียดดิชั้นเลยอ่ะค่ะ
พอบล็อกหลังก็เข้าสู่ภาวะปกติ ไม่เจ็บแล้ว
นอนรอหมอ ดูทีวีไป
พยาบาลก็จะคอยเข้ามาดูเรื่อยๆว่าปากมดลูกเปิดไปเท่าไหร่แล้ว
อุมป้าเลยไปเซเว่น หาไรกิน
ระหว่างนั้น พยาบาลก็เอาขาหยั่งมา
เอาขาขึ้นขาหยั่ง ปรับเตียงเป็นลักษณะเอนเบาะ
เอาผ้ามาปิดส่วนขา ให้หมอดูคนเดียวอย่างมิดชิด
แต่อุมป้าก็ดูได้นะ หมอไม่ได้ห้าม
ตอนคลอด มีพยาบาลประมาณ 6 คนยืนช่วยเบ่ง
เค้าจะบอกว่า เอ้าเบ่งนะคะ
"อึ้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด"
อีอุมป้าเสือกจะขำ
เส้นตื้นไร... กระทั่งตอนหน้าสิ่ว หน้าขวาน
พอสักพัก หมอก็เอามีดโกนใบเล็กๆมากรีดช่องคลอด
เราร้องโอ๊ย เพราะเรารู้สึกแสบ เหมือนโดนมีดบาด
หมอก็งง ว่าทำไมยังเจ็บอยู่ แต่เค้าก็เอายาชามาแตะๆให้
แล้วเค้าก็กรีด........เสียงดัง ปึ้ด ปึด ปึด
แล้วเอาที่ดูดหัวเด็กมาดูดหัวอะบิเกล
ดิชั้นรู้สึกเหมือนอะไรมาคาอยู่ที่ก้น ใหญ่มาก แต่มีขน
คือแบ่บ หัวเด็กง่ะ
แล้วก็ฮึดสุดท้าย เบ่งจนสุดเสียง แต่ไม่เจ็บนะคะ
ก็รู้สึกโล่งพรวด
โห ตัวบักฮึ่ม...
พยาบาลรีบเอาไปทำความสะอาด
แค่นาทีเดียวเองมั้ง
แล้วก็เอามาวางที่หน้าท้องดิชั้น บนผ้าที่คลุมขา
นาทีนั้นคือ
หนักอ่ะ
(นี่ง่ะ ออกมาเป้นงี้ แต่ม่วงกว่านี้)
.
.
.
.
.
นี่หรอคนที่ดิชั้นรอจะเห็นหน้ามาตั้งเก้าเดือน
โห...ครบไม๊เนี่ย...อ่อ ครบ...
ทำไมตายังไม่ลืมวะ...อยากจะเอานิ้วเบิ่งตาให้
เย้... ในที่สุดก็ลืมตา
แล้วก้ร้อง แว้ แว้ แว้ แว้
ดิ้นๆ เอาหน้าไซร้ เหมือนหาอะไรสักอย่าง
พยาบาลก็บอกให้ดิชั้นให้นมลูก
ช่ายค่ะ ต้องให้ลูกดูดนมก่อนอันดับแรก
จะได้สร้างสายสัมพันธ์ พอโตมามันจะได้มายืนเถียงฉอดๆ ขอตังค์เราใช้ได้
แล้วก้เป็นการกระตุ้นให้เค้ากินนมเป็น
แอ๊บบี้ก็ดูดเฮือกๆ...
พยาบาลบอกว่า หายากนัก ที่เด็กจะกระตือรือร้นดูดนมขนาดนี้
นี่เอานมใส่ปากปุ๊บ ดูดจ๊วบๆ เลย
ระหว่างที่ชื่นชมแอ๊บบี้อยู่ หมอก็รีดๆ น้ำคาวปลากับเลือดออก
คือรีดจริงๆนะคะ แล้วน้ำอะไรต่อมิอะไรก็ไหลเหมือนเปิดก๊อกเลยอ่ะค่ะ
แล้วก็เย็บแผล
หลังจากนั้นพยาบาลก็มาถ่ายรูปให้
สักพักเดียว เค้าก็มาเอาแอ๊บบี้ไปตรวจ อะไรก็ไม่รู้
แล้วต้องให้ดิชั้นนอนคนเดียวในห้องนั้นเพื่อสังเกตุอาการตกเลือด
นอนอยู่สอง สามชม. เค้าก้มาพาตัวไปที่ห้อง 511 จำได้เลย
ก็เป็นอันเสร็จสิ้นสำหรับการคลอดในวันนั้น
แล้วเดี๋ยวมาเล่าต่อนะคะ ว่าช่วงแรกของการเป็นแม่คนเนี่ย มันเป็นยังไง
09 กรกฎาคม Abi's lil story: อัพบลอกย้อนหลังไปยังตอนก่อนหนูเกิด ภาค2ก่อนที่จะออกหางานใหม่เป็นเรื่องเป็นราว
ก็ต้องปรึกษาเรื่องในครอบครัวกับอุมป้าก่อน
ว่าจะทำยังไงกันต่อ นับจากนั้น
จริงๆ ดิชั้นก็ตั้งใจว่า จะทำงานอีกปีเดียวแล้วจะไปอยู่กะอุมป้า
เผื่อจะมีโอกาสเก็บตังค์เรียนต่อ โดยการเป็นเด็กเสิร์ฟ
แต่ก็มาท้องซะก่อน
เราสองคนบอกครอบครัวกันแล้ว
แน่นอนว่าไม่มีใครรับได้ในตอนแรก
แต่เวลาก็เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง
ฉะนั้น ใครที่ผิดพลาด ก็อย่าคิดทำร้ายผู้อื่นนะคะ
พี่วิกขี้ขอสอนน้อง
เดี๋ยวทำอะไร จะไม่เจริญ
เป็นแม่คนได้บุญ แล้วชีวิตจะได้มีแต่เรื่องดีๆ
แม้ร่างกายจะยังไม่พร้อมสักเท่าไหร่ในตอนนั้น
เพราะดิชั้นแพ้ท้องเยอะมาก
จนน้ำหนักลดลงไปหลายโล
อะไรที่ผ่านปากเข้าไป ก็อ้วกออกมาหมด
ตีสอง ตีสามยังลุกมาอ้วก
ก็ได้น้องหมอยนี่แหละ ช่วยเหลือ
แนะนำคนโน้น คนนี้ให้
จนมาได้งานเป็นโอเปอร์เรเตอร์ ที่บ. กฎหมายแถวสีลม
งานสบายมากเหมาะกับคนท้อง
แต่ได้ตังค์น้อยเลยเปลี่ยนงาน
(อันนี้ตอนทำงานที่ที่สอง ท้องได้สี่เดือน)
(ตึกแล้วแต่ก็ยังอยู่สวมลุมไนท์ บาซาร์กับน้องหมอย)
(อีกรูปกับน้องหมอย กี่ทุ่มแล้ววะ)
งานที่สองหนักหน่อย แต่สนุกดี ได้ตังค์พอสมควร
ทำงานกับฝรั่งล้วนๆ แต่เครียด เครียดสัดหมา
ตอนนี้บ. ปิดไปแล้ว เพราะเจ้าของไม่มีทุนต่อเพียงพอ
แต่ไม่รู้ในมาเลย์ สิงคโปร์ยังเปิดอยู่รึเปล่า
ทำงานนี้เคยเริ่มงาน 10โมง เลิกห้าทุ่ม ท้องโย้ ฝนตกโบกแท็กซี่กลับรามอินทรา
บางทีขึ้นรถเมล์ เรายืนท้องโย้คนเดียวไม่มีใครลุกให้นั่ง
ปล่อยให้พี่กระเป๋ายืนส่ายหัว ทำหน้าเหนื่อยหน่าย สะท้อนใจสังคมคนกรุง
ขึ้นรถไฟฟ้าผู้ชายแย่งนั่งหน้าตาเฉย ขอย้ำ หน้าตาเฉย
ไม่ได้กินข้าวตรงเวลา กลับบ้านอ้วกต่อ
มีอุมป้ามาคอยช่วยเหลือรับส่งอยู่พักเดียว
ครั้งนั้นที่มา หลังจากท้องก็มาขอขมาพ่อของดิชั้น
เราจดทะเบียนกัน (เพื่ออะไร ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทราบ อย่าถาม)
จดไป แม่อีอุมป้าก็ยังไม่รับ จนกว่าจะมีงานแต่ง
(อันนี้ไม่ได้เม้าท์ใครนะ แค่เล่าความจริงให้ฟัง เพราะแม่เค้าก็ดีกับดิชั้นมากอยู่)
ทำไปจนแปดเดือนครึ่งก็ออกมารอคลอด
ส่วนไอเรื่องฝากท้องนี่
ตอนแรกดิชั้นตรวจว่ามีครรภ์แน่ไหม ที่พญาไท2
แล้วมาฝากท้องที่รพ. แถวบ้าน
หมอหยาบ และดอกมาก
จึงกลับมาฝากที่พญาไท2 เพื่อความสบายใจชะนีท้อง
อาจารย์นายแพทย์ครรชิต เป็นคนดูแลครรภ์
น้องหมอยเป็นตัวแทนอุมป้าในทุกๆครั้งที่ไปหาหมอ
อีตั๊ก อีโอ๋เป็นกองเชียร์มาร่วมแจมในบางโอกาส
ส่วนอาหารการกิน ดิชั้นก็กินได้เป็นบางโอกาส
เพราะแพ้ท้องจนกระทั่ง 7เดือน
พอหลังจากนั้นก็ค่อยๆดีขึ้น
ระยะท้ายๆจะกินอะไรหวานๆเยอะมากๆๆๆ
เช่นปาร์ตี้ โรตีสายไหม กินแทบจะแทนข้าวไปเลย
กับน้ำแข็งเปล่า กินน้ำแข็ง 5บาทใส่ถุงเคี้ยวกร้อบๆได้ทั้งวัน
เรื่องราวการงาน ชีวิตก็เป็นเช่นนั้นแล
เดี๋ยวพรุ่งนี้ มาอัพตอนวันที่คลอด
พร้อมกับการบรรยายอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งให้อ่านกันนะคะ
08 กรกฎาคม Abi's lil story: อัพบลอกย้อนหลังไปยังตอนก่อนหนูเกิด ภาค1ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ธันวาปี 2006 ดิชั้นรู้สึกว่าร่างกายมีอาการผิดปกติ
เนื่องจากวันนั้นร่างกายอ่อนเพลียมากเกินจำเป็น
แล้วก็รู้สึกว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างรอบตัวมันเหม็น เหม็นสุดๆ
เหม็นไก่ย่าง เหม็นน้ำหอม เหม็นส้ม
เหม็น เหม็น เหม็น เหม็น เหม็น เหม็น เม้นนนน เหม็น
เราก็ยังไม่คิดอะไรมาก เพราะพอดีต้องไปบิน
ตามตารางแล้ว ต้องไปซานฟรานสองคืน กะอีมดแอล
พอไปถึงไทเป เจออีเอ ก็บ่นๆกะมันว่า
เนี่ยเหม็นอะไรไม่รู้ เหม็นไปหมด สงสัยจะท้อง
แล้วก็หลับคาโทรศัพท์ทั้งที่ใส่ชุดทำงานอยู่
ถุงน่อง เกล้าผม เครื่องสำอางค์อะไรครบ
พอรุ่งเช้าเจออีกุ้ง ดิชั้นเลยบอกว่า ไม่ไหวและ
อาการแบบนี้ต้องตรวจครรภ์ด่วน
แถมสองคืนก่อนหน้านั้น ฝันแปลกๆด้วย
ฝันว่าอุมป้าซื้อตุ้มหูมาให้เจ็ดหีบ
ขอย้ำ เป็นหีบเลยค่ะ
เจ็ดหีบ หีบละสี
แล้วตุ้มหูนี่เป็น 7-800คู่ได้
เป็นระย้า เป็นพลอย เลื่อมระยับ
อัปสรา อ้าซ่า อลังการสุดๆ
ไม่น่าเชื่อว่า คนท้องจะฝันแนวนี้จริงๆ
พอนึกย้อนเสร็จ เลยไม่รอช้าค่ะ
ลากอีกุ้งSasha ไปวัตสันด่วน
ซื้อที่ครวจครรภ์มาสองอัน
กลับมาตรวจที่หอก่อนไปบินเพียงสามชม.
ก็ตามนั้นแหล่ะค่ะ สองขีดแจ้งจางปาง
ดิชั้นก็ปล่อยโฮมาด้วยสองประการ
โฮที่หนึ่งคือ ว๊ายยย อดบินไปยืนถ่ายรูปสวยๆ ตามโลเคชั่นต่างๆแล้ว
โฮที่สองคือ ว๊ายยย ดีใจ จับผู้ชายได้ซะที (อีห่า ล้อเล่น)
ก็โทรหาอุมป้าเป็นการด่วน
มอบของขวัญวันคริสมาสต์ชิ้นแรกเป็นข่าวเรื่องที่ดิชั้นตั้งท้อง
อุมป้าก็ดูช็อคๆ แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร
บอกแค่ว่าต้องขอเวลาสักหลังปีใหม่ ถึงจะบอกแม่ได้
แต่จะบอกพ่อ กับยายในวันรุ่งขึ้น
ส่วนตัวดิชั้น ก็ยังไม่ได้คิดจะบอกคนในครอบครัวจนกว่า
อุมป้าจะบอกพ่อซะก่อน
แถมท้ายอีกด้วยว่า รู้อยู่แล้วว่าต้องท้อง เพราะมีเซ้นท์
ต่อมาก็ไปบินตามปกติ แต่ทำงานไม่ได้มาก จึงพักซะเป้นส่วนใหญ่
พอกลับมากรุงเทพ ก็โทรบอกอีตั๊ก น้องหมอย อีโอ๋
ก็แห่กันไปรพ. พญาไท2 ทันที ในวันที่ 1 มกรา 2007
พบกับ นพ. ครรชิต ตรวจปัสสาวะ ซ้ำให้แน่ใจ
ก็ปรากฎว่าท้องจริงๆค่ะ
เราก็เริ่มเรยย ... ประคบประหงมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
...................................................................................
(โฉมหน้าเพื่อนๆ ที่คอยเคียงข้างมาตลอด จริงๆดูรูปสิ
จากซ้ายไปขวา: อีโอ๋, อีตั๊ก, วิกขี้, น้องหมอย)
(เหมือนเดิม นี่คือตอนท้องแล้ว หนึ่งเดือน ไปกินฟูจิที่หารากอน)
(สังเกตอีต๊กพยายามบีบนม เพราะของดิชั้นมันเริ่มใหญ่เฉยเลย
ขนาดท้องแค่เดือนเดียว คนข้างโอ๋คือเฮียเติ้ล แฟนโอ๋)
...................................................................................
ลางาน โดยให้เหตุผลว่าท้องทันที
พอดีเป็นช่วงที่บริษัทต้องต่อสัญญา ทางนั้นก็เลยไม่ต่อให้
แต่ไม่เป็นไร ถึงต่อดิชั้นก็ไม่ไปบินอยู่แล้ว
เพราะหมอบอกว่า ต้องหยุดงานนี้ ไปก่อนเลย ในระยะ 3เดือนแรก
ไม่งั้นจะเป็นอันตรายกับลูกในครรภ์
ดิชั้นรักเด็กมาก ไม่คิดจะทำร้าย ทำลายใครด้วย
จึงเต็มใจหยุด แล้วก็ตั้งใจว่าจะหางานใหม่
เอาไว้มาต่อภาคสองนะค้า
20 กุมภาพันธ์ Abigail's video...Kid wa gu ja: mai ma
up blog laew chai mai???
puak mueng kid pid(=wrong)...555 |
|
|